ปัจจุบัน พบว่า มีผู้อยู่ในภาวะซึมเศร้ากันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาชีพ อายุ เพศแต่อย่างใด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งตัวการของการโรคซึมเศร้านั้น มีความสัมพันธ์กับหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ลักษณะนิสัยหรือพัฒนาการจิตใจ การสูญเสียหรือพลัดพรากจากสิ่งที่รักตั้งแต่วัยเด็ก เช่น พ่อแม่ หรือการเปลี่ยนแปลงของระดับสารเคมีในสมองบางตัว (ได้แก่ ซีโรโตนิน (Serotonin) นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน (Dopamine) ทำงานไม่สมดุลกัน) เป็น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ทั้งสิ้น
ประเภทของโรคซึมเศร้า
สามารถแบ่งได้ตามพฤติกรรมหรือภาวะทางอารมณ์ได้ดังนี้
1. โรคซึมเศร้า Major Depression (Clinical Depression)
เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ ผู้ที่เป็นจะรู้สึกซึมเศร้าต่อเนื่อง รู้สึกเป็นทุกข์ ท้อแท้ตลอดจนถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่
2. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia)
จะมีอาการอยู่นานเป็นปี เริ่มจากการมองโลกในแง่ร้าย มีอาการขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์ไม่คงที่
3. โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)
อารมณ์แปรปรวนอย่างเห็นได้ชัดมีช่วงที่ครื้นเครงเกินปกติและสลับกับช่วงที่ซึมเศร้า
4. โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postnatal Depression)
เป็นภาะซึมเศร้าที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระยะหลังคลอด
5. โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder – SAD)
เป็นอารมณ์ที่แปรปรวนตามฤดูกาล เช่น รู้สึกโดดเดี่ยวสิ้นหวัง ในฤดูหนาว
6. โรคซึมเศร้าแบบจิตหลอน (Psychotic Depression)
เป็นภาวะซึมเศร้าที่มีอาการหลงผิด หรือหูแว่วร่วมกัน ซึ่งค่อนข้างอันตราย
7. กลุ่มอาการซึมเศร้าก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Dysphoric Disorder – PMDD)
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเช่นกัน โดยมีอาการเด่นในช่วงมีประจำเดือน
8. โรคซึมเศร้าที่เกิดจากความผิดปกติของการปรับตัว (Reactive Depression/ Adjustment Disorder)
เกิดขึ้นหลังจากได้รับความเครียดหรือความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก เช่นการพลัดพราก การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว
สังเกตอย่างไร เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า
- 1. นอนหลับยาก หลับๆ ตื่น ๆ ตื่นกลางดึก ตื่นเช้ามืด หรือบางรายง่วง เพลียอยากนอนทั้งวัน
- 2. กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย
- 3. รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ทำอะไรช้าลง
- 4. ความจำแย่ลงเรื่อยๆ สมาธิสั้น
- 5. เศร้า หรือเบื่ออะไรได้ง่าย
- 6. ไม่อยากทำสิ่งที่เคยทำหรือเคยชอบ
- 7. เบื่ออาหาร หรือบางคนรับประทานมากกว่าปกติ
- 8. รู้สึกเป็นคนไร้ค่า
- 9. รู้สึกอยากทำร้ายตัวเอง หรือไม่รักตัวเอง จนอาจนำไปสู่ความคิดฆ่าตัวตาย
การรักษา โรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้า ต้องอาศัยบุคคลรอบข้างหรือคนในครอบครัวร่วมเป็นแรงผลักดันและเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยเข้ามารักษาเร็วขึ้น โดยสามารถพูดคุยหรือขอคำปรึกษากับแพทย์ได้ เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยการทำจิตบำบัด ร่วมกับการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ดีขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งการออกกำลังกาย ทำกิจกรรมเพื่อคลายเครียด คลายกังวล เพื่อช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ จำไว้ง่ายๆว่า ยิ่งเข้าใจและรู้ตัวและรักษาได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะทำให้หายจากโรคนี้ได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น และส่วนสำคัญ คือ กำลังใจจากคนรอบข้างนั้นก็ถือเป็นยาขนานเอกเช่นกัน
อ้างอิงจาก : สังเกตอย่างไร เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า | ยันฮี

